เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดอกบานเพียงปีละ 3 เดือนเท่านั้น เจริญเติบโตได้ดีบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,500 เมตรขึ้นไป ด้วยความที่เป็นเหมือนอัญมณีแห่งเทือกเขาแอลป์ จึงทำให้เกิดเรื่องเล่า รวมถึงบทกลอน นิทาน และบทเพลงขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นเป็นบทเพลงที่ใช้ชื่อเดียวกับดอกไม้ ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์สุดคลาสสิกอย่าง “The Sound of Music” ได้กล่าวถึงเพลงนี้ในฉากเทศกาลดนตรี ซึ่งเป็นเพลงที่ Captain von Trapp ร้องเป็นเพลงสุดท้าย เพื่ออำลาอาลัยต่อ Austria อันเป็นที่รักที่เขากำลังจากไป คนโบราณใช้ดอกเอเดลไวส์เป็นตัวแทนความรัก ชายหนุ่มที่มอบดอกเอเดลไวส์แก่หญิงสาว แสดงถึงความรักแท้ที่สูงส่ง เพราะการนำเอาดอกเอเดลไวส์ที่ขึ้นตามหน้าผามาให้สาวเจ้าได้นั้น ต้องผ่านความพยายามในการปีนเขาที่สูงชัน
ในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าไม้ แหล่งต้นน้ำลำธารที่อุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศที่หนาวเย็น เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชพรรณนานาชนิด ทั้งพรรณพืชท้องถิ่นและพรรณไม้ต่างถิ่นจากต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสนพระทัยในงานวิจัยที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะการปลูกเลี้ยงไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ดอกเอเดลไวส์ เพื่อให้ประชนชาวไทยได้มีดอกไม้ที่แปลกใหม่และหลากหลายได้ชื่นชม
ปี 2562 มูลนิธิโครงการหลวงรับมอบต้นเอเดลไวส์จากสำนักพระราชวัง เพื่อนำไปวิจัย ทดสอบ ขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยง โดยเริ่มดำเนินการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตในสภาพปลอดเชื้อ ที่ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางด้านพืชของมูลนิธิโครงการหลวง
จากการศึกษาพบว่า เอเดลไวส์สามารถขยายพันธุ์ได้ดีและรวดเร็วในห้องปฏิบัติการ โดยการเพิ่มปริมาณต้น แล้วชักนำต้นให้สร้างราก เมื่อต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเจริญเติบโต แข็งแรง และมีระบบรากที่สมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จึงนำออกปลูกและอนุบาลในโรงเรือนสภาพปิด ที่ป้องกันแมลง ทำการปลูกเลี้ยงอนุบาลต้นกล้าเป็นเวลา 2 เดือน จึงนำไปทดสอบปลูกเลี้ยงในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ และสถานีวิจัยดอยปุย ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร พบว่าสามารถเจริญเติบโตและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี สามารถออกดอกได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน - เดือนมกราคม นอกจากนี้ ยังสามารถขยายพันธุ์โดยการแยกกอ และปักชำโดยการโน้มกิ่งส่วนของยอดให้สัมผัสกับดิน

ต้นเอเดลไวส์ที่ปลูกภายใต้โรงเรือนในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์
ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณต้นโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อนำไปศึกษาวิจัย ขยายผล ทดสอบปลูกเลี้ยงในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง และเก็บรักษาพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อ ขยายพันธุ์ และปลูกเลี้ยงให้สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์ (Identity Produce) ของมูลนิธิโครงการหลวง โดยการนำส่วนต่างๆ ของเอเดลไวส์มาวิเคราะห์องค์ประกอบทางพฤกษเคมี และพบสารสำคัญซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสียูวีจากแสงแดด สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าในการใช้ประโยชน์ทางเวชสำอาง อาทิ ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวหน้าและผิวกาย
ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดเอเดลไวส์
คุณสมบัติเด่นพิเศษ ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า จากกลไกการต้านอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อผิวหน้า ให้มีความชุ่มชื้น ลดการอักเสบของผิว ลดรอยแดง รวมถึงช่วยสมานแผลและเร่งการสร้างเนื้อเยื่อชั้นผิวใหม่ และยังปกป้องผิวจากแสงแดดเมื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ทั้งนี้โดยจากผลการวิจัยพบว่า ช่วยยืดอายุของเซลล์ผิว (Skin Cell Proliferation) ทำให้สมานแผลได้เร็วขึ้น และลดการเกิดแผลเป็นได้อีกด้วย
คุณสมบัติเด่นพิเศษ โลชั่นกันแดดสำหรับผิวกาย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมซาบ ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีในแสงแดดได้ทั้ง UVA และ UVB ด้วยค่าการป้องกันรังสีจากแสงแดดที่ SPF 50 PA++++ พร้อมประสานการทำงานของ Edelweiss Extract, Avocado Oil และ Hemp Seed Oil ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และให้ผิวขาวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติ