
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 พื้นที่สูงทางภาคเหนือของประเทศไทยประสบปัญหาพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารเสื่อมโทรมจากการถูกบุกรุก เผาทำลาย เพื่อการปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอยโดยชุมชนชาวเขาจน เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ มูลนิธิโครงการหลวงจึงเป็นองค์กรแรกที่เข้าไปพัฒนาพื้นที่สูงอย่างจริงจัง ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่ พ.ศ.2512 จนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือชุมชนชาวไทยภูเขา ทั้งด้านมนุษยธรรม กำจัดฝิ่น รักษาดิน และใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง ด้วยการใช้รูปแบบการพัฒนาทางเลือกแบบโครงการหลวง (Royal Project Model)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแนวทางในการสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการหลวงให้มีความต่อเนื่องและพัฒนาให้ดีขึ้น ในการขจัดปัญหาการปลูกฝิ่น การขจัดความยากจน การพัฒนาชุมชนที่สูงให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดย รูปแบบการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืนแบบโครงการหลวง ได้รับการยอมรับทั้งภายในประเทศและนานาชาติ ว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดีภายใต้นโยบายรัฐที่สนับสนุนให้ขยายการพัฒนาแบบโครงการหลวงไปยังพื้นที่สูงอื่น ทั้งภายในประเทศและให้ความช่วยเหลือ แก่นานาชาติ
เมื่อปี พ.ศ.2563 มูลนิธิโครงการหลวง ได้จัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง” และได้รับพระราชทานนามว่า “ชนกาธิเบศรดำริ” มีความหมายว่า เป็นศูนย์รวม การวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สืบสาน รักษา และต่อยอด ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จะสร้างประโยชน์ทั้งแก่ประชาชนบนพื้นที่สูง ประชาชนในพื้นที่โดยรอบและประชาชนโดยรวมของประเทศ

การดำเนินงานตลอดกว่า 5 ทศวรรษ ของมูลนิธิโครงการหลวง ก่อเกิดการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มั่นคงและยั่งยืน บนพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการหลวงทั้ง 40 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ในภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ด้วยรูปแบบ การพัฒนาทางเลือก (Alternative Development) ของโครงการหลวงโมเดล (Royal Project Model) ภายใต้หลักการพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” รวมทั้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จนได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบการปฏิบัติที่ดีที่องค์การสหประชาชาติเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาปัญหาของพื้นที่ อาทิ United Nations Development Programme (UNDP), United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC), Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO) นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติพัฒนาในหลายภูมิภาคของโลก เพื่อนำสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN-SDGs)

เพื่อให้รูปแบบการพัฒนาทางเลือกแบบโครงการหลวงโมเดลเกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้จัดตั้ง “สถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง” เพื่อนำองค์ความรู้จากพื้นที่ปฏิบัติงาน ถ่ายทอดไปสู่กลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ โดยการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผู้ถ่ายทอด และพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่จำเป็นต่อกระบวนการเรียนรู้ รวมไปถึงการจัดเตรียมกิจกรรมการศึกษาเรียนรู้ในพื้นที่โครงการหลวง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาทางเลือกบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนที่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดในระดับประเทศ ภูมิภาคอาเซียน และระดับโลก
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง
การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง
หลักสูตรสถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง จัดทำในรูปแบบการจัดการองค์ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ การศึกษาดูงาน การฝึกอบรม และการฝึกปฏิบัติ เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจ ในหลักการทำงานพัฒนาบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนตามรูปแบบโครงการหลวงโมเดล และหลักวิชาการเฉพาะด้านจากประสบการณ์/ทักษะการทำงานตลอดเวลากว่า 55 ปี ให้กับกลุ่มเป้าหมายการเรียนรู้ในทุกกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อการเรียนรู้ ดังนี้

