"สเตอร์เจียน" ปลาแห่งสายน้ำและขุนเขา


“น้ำเย็น น้ำใส น้ำไหลสะอาด” คือเงื่อนไขสำคัญของการดำรงชีวิตของปลาสเตอร์เจียน หนึ่งในสายพันธุ์ปลาเก่าแก่ที่สุดขอ'โลก  มีอายุยาวนานกว่า 200 ล้านปี ที่ยังคงว่ายทวนกระแสน้ำอยู่ในปัจจุบัน ด้วยลักษณะ โดดเด่นของลำตัวที่มีเกล็ดแข็งคล้ายเกราะ มีหนวดยื่นออกมารอบปากเพื่อใช้ในการหาอาหาร ในโลกตะวันตก สเตอร์เจียนเป็นที่รู้จักในนาม “ราชาแห่งปลา” เพราะไข่ของมัน เมื่อถูกแปรรูปเป็น “คาเวียร์” ก็จะเป็นอาหารรสเลิศ มีมูลค่าสูง บนโต๊ะอาหารหรูหรา เป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซีย และ รัสเซียโบราณ ทว่าความสำคัญของปลาสเตอร์เจียนไม่ได้หยุดอยู่แค่บนโต๊ะอาหาร แต่ยังสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ เนื่องจากเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพน้ำที่ต้องเย็น สะอาด และไหลเวียนอยู่เสมอ

การเดินทางสู่ยอดดอยของปลาสเตอร์เจียน

     ปี พ.ศ. 2548 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้ช่วยเหลือชาวไทยภูเขาให้สามารถเลี้ยงปลาไว้บริโภคและสร้างรายได้เสริมแก่ครอบครัว กรมประมงจึงได้ศึกษาสายพันธุ์ปลาที่เหมาะสมกับภูมิของอากาศบนพื้นที่สูงของประเทศไทย พบว่า ปลาสเตอร์เจียนสามารถปรับตัวและเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำเย็นบนพื้นที่สูง มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้นำมาทดลองเพาะเลี้ยงในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้สายน้ำใสสะอาดที่ผันจากน้ำตกสิริภูมิ ด้วยอุณหภูมิและคุณภาพน้ำที่เหมาะสม ทำให้ปลาสเตอร์เจียนสามารถขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน และยังสามารถผลิตคาเวียร์ได้ตลอดทั้งปี อีกด้วย


ลักษณะและสายพันธุ์

ลักษณะของปลาสเตอร์เจียน

ลักษณะทั่วไปคือ มีจะงอยปากยาว หนวด 4 เส้น หลังมีสีเทาจนถึงน้ำตาลดำ ขณะที่ท้องมีสีขาวนวลจนถึงเหลืองทอง เป็นปลาที่อาศัยได้ทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ปัจจุบันปลาสเตอร์เจียนที่เพาะเลี้ยงในบ่อเลี้ยงของหน่วยวิจัยประมงบนพื้นที่สูงดอยอินทนนท์ เป็นสายพันธุ์รัสเซียและเยอรมัน ซึ่งให้ผลผลิตที่มีคุณภาพทั้งไข่และเนื้อ

สายพันธุ์ของปลาสเตอร์เจียน

ปลาสเตอร์เจียนมีทั้งหมด 27 สายพันธุ์ ใน 3 สกุล ชนิดที่ใหญ่ที่สุดคือ ปลาฮูโซ่ (Huso huso) สามารถโตเต็มที่ได้ถึง 5 เมตร หนักกว่า 900 กิโลกรัม ปลาชนิดนี้ถือว่าเป็นปลาที่มีอายุยืนยาวที่สุดถึง 200 ปี และให้ไข่ที่มีรสชาติดีที่สุด ส่วนปลาชนิดที่เล็กที่สุดคือ ปลาสเตอร์เจียนแคระ (Pseudoscaphirhynchus hermanni) และ ชนิดที่เลี้ยงในประเทศไทยคือ สเตอร์เจียนไซบีเรียน (Acipenser baerii) สายพันธุ์จากรัสเซียและเยอรมัน


บ่อเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์


ผลผลิตแห่งสายน้ำ

สิ่งที่ทำให้ปลาสเตอร์เจียนโด่งดังที่สุดคือ “คาเวียร์” อาหารเรียกน้ำย่อยหรูหราที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งโปรตีน วิตามินเอ ซี ดี และอี รวมถึงเกลือแร่สำคัญ เช่น ไอโอดีน สังกะสี และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบย่อยอาหาร ส่วนเนื้อของปลาสเตอร์เจียนนั้นก็อุดมไปด้วยกรดไขมัน Omega-3 ที่ดีต่อการทำงานของหัวใจ อีกทั้งยังมีคอลลาเจนในปริมาณสูง เป็นตัวช่วยเสริมสร้างกระดูก ข้อต่อ และชะลอความแก่ นอกจากนี้ยังมีสาร Carnosine ที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ