กระบือนม... นมกระบือ: อาชีพเสริมสร้างรายได้

เมื่อเอ่ยถึง “กระบือ” หลายคนมักนึกถึงภาพการไถนา และการใช้แรงงานในวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเป็นหลัก หากเมื่อกล่าวถึง “กระบือนม” กลับมีไม่มากนักที่ทราบว่า นอกจากการใช้เป็นแรงงานแล้ว กระบือยังสามารถให้น้ำนมที่มีคุณภาพสูง สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม โดยเฉพาะเนยแข็ง หรือที่เรียกกันว่า “ซีส (cheese)” ที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

“กระบือ” สามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) กระบือนมหรือกระบือแม่น้ำ (River Buffalo หรือ Water Buffalo) มีนิสัยชอบแช่ตัวในน้ำใสและเป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำไหลตลอดเวลา และ (2) กระบือปลัก ชอบแช่ตัวในปลักโคลน สำหรับการใช้ประโยชน์นั้น กระบือนมจะเน้นการผลิตน้ำนมควบคู่กับการใช้แรงงาน ส่วนกระบือปลักเน้นการใช้แรงงานเป็นหลัก

เมื่อเอ่ยถึง กระบือนมพันธุ์เมซานา (Mehsana) เป็นกระบือนมที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาจากกลุ่มกระบือมูร่าห์และเซอร์ติ (Surti) พบมากในเขตเมืองเมซานา (Mehsana) รัฐกูจาราทตอนเหนือของประเทศอินเดีย มีลักษณะเด่นคือ สีดำล้วน หัวสั้น หน้าผากนูน เขาสั้นม้วนงอ ลำตัวยาวกว่าพันธุ์มูร่าห์ ให้ผลผลิตน้ำนมดี อีกทั้งยังมีนิสัยเชื่อง จึงสามารถควบคุมดูแลได้ง่ายกว่ากระบือนมสายพันธุ์อื่น ๆ

ในปี 2539 สภานมแห่งชาติอินเดียได้น้อมเกล้าฯ ถวายกระบือพันธุ์เมซานา แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เนื่องในพระราชวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี จำนวน 50 ตัว เป็นกระบือเพศผู้ 5 ตัว และเพศเมีย 45 ตัว ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมปศุสัตว์นำไปเลี้ยงศึกษาวิจัย และขยายพันธุ์ ณ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา

ต่อมา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวงริเริ่มการเลี้ยงกระบือนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตซีสมอสซาเรลลา (Mozzarella Cheese) จากน้ำนมกระบือสำหรับจำหน่าย เนื่องจากประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ มูลนิธิโครงการหลวงจึงขอรับการสนับสนุนกระบือนมจากกรมปศุสัตว์จำนวน 10 ตัว เป็นเพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย 8 ตัว นำมาเลี้ยงที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองเชียว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ ปี2548 ถึง 2550 จากนั้น ได้ย้ายไปเลี้ยงที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ทาเหนือ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารหยาบจากต้นข้าวโพดฝักอ่อน

มูลนิธิโครงการหลวงนับเป็นหน่วยงานแรกของประเทศไทยที่ส่งเสริมการเลี้ยงกระบือนมพันธุ์เมซานา เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรบนพื้นที่สูง น้ำนมกระบือมีมูลค่าสูงกว่าน้ำนมโคทั่วไปเกือบ 3 เท่า เนื่องจากมีรสชาติหวานมัน กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าน้ำนมโคทั่วไป 2.5 เท่า ประกอบด้วย โปรตีน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และวิตามินเอ มีไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย มีคอเลสเตอรอลต่ำ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตสในนมวัว

ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ทาเหนือ ได้พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ฟาร์มสาธิตกระบือนมพันธุ์เมซานา โดยรวบรวมองค์ความรู้ด้านการจัดการเลี้ยงดู การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการด้านอาหารสัตว์ การรีดนม ตลอดจนการบริหารจัดการฟาร์มกระบือนมภายใต้มาตรฐานฟาร์มกระบือนม GAP ของกรมปศุสัตว์ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) แบบถุงพลาสติก มช. (CMU Balloon digester) จากมูลกระบือ เป็นพลังงานทดแทน (Renewable energy) สำหรับใช้ในครัวเรือน รวมถึงการนำปุ๋ย/กากตะกอนจากถุงหมัก ไปใช้เป็นวัสดุปลูกหรือเป็นปุ๋ยสำหรับพืชผักในระบบเกษตรยั่งยืน

ทั้งนี้ มูลนิธิโครงการหลวงได้นำน้ำนมกระบือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด อาทิ เฟตาชีส (Feta cheese) โยเกิร์ต นมพาสเจอร์ไรส์ นมเปรี้ยว เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภค และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากกระบือนมอย่างครบวงจร

      

      


ข้อมูลอ้างอิง
1. ดร.โชค มิเกล็ด
2. รองศาสตราจารย์ ดร.สุชน ตั้งทวีวิพัฒน์