องคมนตรี ลงพื้นที่สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์

 16 ก.ย. 2569 09:08   


วันที่ 16 กันยายน 2569 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี และประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง เดินทางไปยังสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ และตรวจเยี่ยมการดำเนินงานภายในสถานีฯ

สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง เป็นสถานีลำดับที่ 40 ของมูลนิธิโครงการหลวง จัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 นับเป็นสถานีแห่งแรกที่ขยายผลแนวทางการพัฒนาแบบโครงการหลวงสู่พื้นที่ราบสูง โดยได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้นำองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแบบโครงการหลวงโมเดลมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ราบสูง มีวัตถุประสงค์หลักคือการใช้ประโยชน์พื้นที่ ส.ป.ก. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดและขยายผลองค์ความรู้ตามแนวทางโครงการหลวงสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ

ในการนี้ องคมนตรีเป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 2 หน่วยงานสนับสนุน และผู้แทนมูลนิธิโครงการหลวงเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำ การวิจัยและพัฒนาการเกษตร การสร้างอาชีพและรายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่สถานีฯ ระยะ 3 ปี พ.ศ. 2568–2570 มีความก้าวหน้าเฉลี่ยร้อยละ 41

ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จำนวน 13 แห่ง ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในภาพรวมร้อยละ 97 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและสนับสนุนพื้นที่รับประโยชน์ของประชาชนกว่า 5,000 ไร่ 710 ครัวเรือน 19 หมู่บ้าน นอกจากนี้ได้ดำเนินการสำรวจความอุดมสมบูรณ์และธาตุอาหารในดิน เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการปลูกพืชได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 3 ไร่

ด้านการวิจัยและทดสอบสาธิตการปลูกพืช ได้ศึกษาพืชที่มีศักยภาพทั้งภายในและภายนอกโรงเรือน อาทิ มะเขือเทศ แตงหอมตาข่าย เมล่อนสีทอง แตงกวาญี่ปุ่น มะเดื่อฝรั่ง แบล็กเบอร์รี ราสพ์เบอร์รี เสาวรส มะละกอ ฝรั่ง มัลเบอร์รี มานูก้า และกาแฟ เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการเจริญเติบโต การออกดอก การติดผล ปริมาณและคุณภาพผลผลิต และต้นทุนการผลิต สำหรับใช้ประกอบการคัดเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมและกำหนดแนวทางส่งเสริมแก่เกษตรกรในระยะต่อไป ทั้งนี้ ผลผลิตจากการทดลองเพาะปลูกภายใต้โรงเรือน จำนวน 9 ชนิด สร้างรายได้รวม 366,408 บาท สะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่ในการพัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตรเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ สถานีวิจัยฯ ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร โดยมีผู้เข้าศึกษาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติแล้วรวม 29 คณะ จำนวน 1,992 ราย นับเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้และขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่

โอกาสนี้ องคมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของแผนแม่บทระยะ 3 ปีให้บรรลุผลตามเป้าหมาย โดยให้ความสำคัญกับ 2 แนวทางหลัก ได้แก่ งานด้านการวิจัย มุ่งศึกษาวิจัยพันธุ์พืชในพื้นที่และพัฒนาพันธุ์พืชที่มีมูลค่าสูง และงานด้านการพัฒนา ครอบคลุมมิติสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคนให้เกิดความสมดุล พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการตลาดเพื่อรองรับและส่งเสริมผลผลิตของเกษตรกร และบูรณาการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นไปตามแผนงานและเป้าหมาย นำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาการเกษตรไปต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม

จากนั้น องคมนตรีตรวจเยี่ยมการดำเนินงานภายในสถานีวิจัยฯ ประกอบด้วย โรงเรือนปลูกพืช แปลงปลูกเสาวรส แปลงปลูกกล้วย แปลงปลูกฝรั่งเนื้อแดง แปลงปลูกมะละกอ แปลงปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงา ตลอดจนจุดก่อสร้างอาคารคัดบรรจุและอาคารแปรรูปเพื่อรองรับผลผลิตที่ได้มาตรฐานและรองรับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมรับทราบความก้าวหน้า ติดตามผลการดำเนินงาน และให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ในช่วงบ่าย องคมนตรีเดินทางไปตรวจเยี่ยมแปลงที่ 3 (คลองโป่ง) และอ่างเก็บน้ำคลองโป่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของสถานีวิจัยฯ มุ่งพัฒนาพื้นที่ให้เป็นต้นแบบด้านการวิจัยและพัฒนาการเกษตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างอาชีพและรายได้ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมตรวจเยี่ยมแปลงขยายพันธุ์แฝกและแนวการปลูกไผ่หนามเพื่อป้องกันช้าง ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และลดผลกระทบจากปัญหาช้างป่าในพื้นที่

ช่องทางติดตามข่าว:


   

   

   

   

   

   

   

 ข่าวสารและกิจกรรม อื่นๆ