
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง โดยมี พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี กรรมการมูลนิธิโครงการหลวง พลอากาศเอก อำนาจ จีระมณีมัย กรรมการมูลนิธิโครงการหลวง พันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง รวม 32 คน เข้าร่วมประชุม ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง กรุงเทพมหานคร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2561 ประกอบด้วย ผู้บริหารของหน่วยราชการในสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพอากาศ ตำรวจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงาน กปร. กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงมหาดไทย และในปีนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมจากอีก 6 หน่วยงาน ได้แก่ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และเลขาธิการ กสทช. ทำให้ปัจจุบันคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 47 คน โดยมีหน้าที่ร่วมบริหารงานของมูลนิธิโครงการหลวงให้เป็นไปตามแนวทางพระราชทาน เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการพัฒนาพื้นที่สูงสู่ความยั่งยืน
การประชุมครั้งนี้ องคมนตรีได้แจ้งให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีทั้งต่อชาวเขา และชาวเรา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำแนวทางการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง มาปรับใช้ในพื้นที่ราบสูงเป็นครั้งแรกในรัชสมัย เป็นการขยายองค์ความรู้โครงการหลวง ต่อยอดสู่พื้นที่พัฒนาแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ชื่อสถานีแห่งนี้ว่า “สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง” ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมูลนิธิโครงการหลวงมีแผนดำเนินการแบบองค์รวมใน 3 มิติ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยหลักการ “เมื่อไม่รู้ต้องวิจัย” และการทำงานแบบ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” บนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป้าหมายเพื่อให้ชุมชนโดยรอบสามารถพึ่งพาตนเอง เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน เกิดศูนย์เรียนรู้การวิจัยและพัฒนาที่ครบวงจร
นอกจากนี้ ด้านการพัฒนาต่อยอดเป็นสถาบันการเรียนรู้ ภายใต้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง กำลังดำเนินการจัดสร้างอาคารสถาบันการเรียนรู้เพื่อรองรับกลุ่มผู้เรียนรู้ทั้งผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ ผู้นำชุมชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไป และในบริเวณของศูนย์ผลิตผลโครงการหลวงกรุงเทพฯ ยังมีห้องนิทรรศการโครงการหลวงนิทรรศน์ ซึ่งจัดเป็นห้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการดำเนินงานของโครงการหลวงจากรัชกาลที่ 9 สู่รัชกาลปัจจุบัน สำหรับพื้นที่เนินงาน 39 แห่ง ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แม่ฮ่องสอน และ ตาก ซึ่งเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ และฝึกปฏิบัติหลักแก่กลุ่มเกษตรกร และชุมชนโดยรอบ ได้จัดทำแปลงสาธิตการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ นอกจากประโยชน์ในการเป็นจุดถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการที่สำคัญแล้ว ยังก่อเกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้บริโภคที่จะได้รับประทานพืชผลจากแปลงที่มีระบบการผลิตตามหลักวิชาการ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และยังเป็นแหล่งสร้างรายได้หมุนเวียนแก่โครงการหลวง เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดการพัฒนา
ในปีที่ผ่านมา มีผลผลิตจากแปลงสาธิตรวมกว่า 60 ชนิด มูลค่ามากกว่า 18.18 ล้านบาท สำหรับรายได้ของเกษตรกรในภาคเกษตรจากการส่งเสริมอาชีพของโครงการหลวง มีจำนวนพืชและสัตว์รวม 427 ชนิด พื้นที่ปลูก 36,787 ไร่ เกษตรกรสมาชิก 10,708 ราย มีรายได้รวม896.06 ล้านบาท เป็นการผลิตภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และมาตรฐาน GMP ในโรงคัดบรรจุ นอกจากนี้ จากการร่วมประสานการดำเนินงานของโครงการหลวง ภาครัฐ และภาคเอกน ทำให้ชุมชนโครงการหลวงได้รับการรับรองเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำและยั่งยืนแล้ว 26 ชุมชน มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ภายใต้โครงการสวมหมวกให้ดอย รวม 6,264.80 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 22,790 ราย








องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่
06 มี.ค. 2569 15:12